บริษัท อำพันเทคโนโลยี จำกัด

เว็บบอร์ด

สร้างโรงแรมหรืออพาร์เมนท์. ดี.


คำแนะนำเรื่อง. สร้างอพาร์ทเมนท์. ครับ สำหรับนักลงทุนทึ่คิดจะสร้างโรงแรม ห1. รายได้มาจาก ค่าเช่าห้อง, ค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า, ค่าอินเตอร์เน็ต และ รายได้จากตู้น้ำและตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ เป็นต้น โดยทั่วไปจะคำนวณว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากค่าเช่าห้องอย่างเดียวจะอยู่ ที่ประมาณ 8%-10% ดังนั้นถ้าเรามีเงิน 20 ล้านบาท และลงทุนทำอพาร์ทเม้นท์ ก็ควรจะได้รับเงินคืนทุกสิ้นปีประมาณ 1.6-2 ล้านบาท ส่วนรายได้อย่างอื่นถือว่าเป็นกำไรเพิ่มเติมที่เราจะได้รับ 2. ค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ได้แก่ ค่าแม่บ้าน และภาษี เป็นหลัก (ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า นั้นเราจะเก็บจากผู้เช่ามากกว่าที่เราเสียจริง) โดยภาษีเราจะเสียมากน้อยแล้วแต่เจรจากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ 3.การทำธุรกิจอพาร์ทเม้นท์แล้วประสพความสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ ทำเลเป็นหลัก และรองลงมาคือความสามารถในการให้บริการดูแลลูกค้า ซึ่งจากประสพการณ์ของผม มีบางคนเลือกซื้อที่ดินที่มีศักยภาพของทำเลด้อยลงมาหน่อยเนื่องจากราคาถูก ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะว่าธุรกิจนี้จะอยู่กับเราไปอีกเป็นสิบ ๆ ปี ดังนั้นเราควรเลือกทำเลที่เป็น A หรือ A- เท่านั้น เพราะว่ายังมีที่ดินอีกเยอะให้คู่แข่งขึ้น แต่ที่ดินที่มีศักยภาพที่ผู้เช่าชอบ นั้นมีอยู่อย่างจำกัด 4. การลงทุนในธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ มี 2 แนวทาง คือ – ลงทุนหาซื้อที่ดิน และสร้างอพาร์ทเม้นท์เอง มีข้อดีคือ ราคาถูกและสามารถเลือกแบบอาคารได้ตามใจชอบ แต่มีปัจจัยเสี่ยงคือ คุณต้องมีความสามารถและความชำนาญรอบด้านได้แก่ การเลือกทำเลที่มีศักยภาพ, อ่านแบบก่อสร้างเป็น, มีเวลาและคุมงานก่อสร้างได้ เป็นต้น ดังนั้นคนที่เหมาะกับวีธีนี้ควรจะเป็นผู้ที่เคยทำธุรกิจอพาร์ทเม้นท์มาแล้ว – ซื้ออพาร์ทเม้นท์ ที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว มีข้อดีคือ ง่ายแก่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มอยากจะเป็นเจ้าของกิจการ เพราะเราเข้าไปซื้อกิจการที่ประสพความสำเร็จอยู่แล้ว มีลูกค้าเข้าอยู่ 90%-100%แล้ว (คงไม่มีใครเลือกซื้ออพาร์ทเม้นท์ที่มีคนพัก 50% ในทำเลที่ไม่ดี), เราสามารถเลือกทำเลที่มีศักยภาพ A หรือ A- ได้ตามต้องการ ซึ่งดูได้จากคนพักว่าเต็มหรือไม่ ได้ราคาค่าเช่าเท่าไหร่ เป็นต้น โดยทำเลที่มีศักยภาพจะพิสูจน์โดยตัวของมันเองจากรายได้ และจำนวนคนเข้าพักเองอยู่แล้ว ส่วนปัจจัยด้อยคือ ราคาจะสูงกว่าลงทุนสร้างเองซักหน่อย และรูปแบบอาคารอาจจะไม่โดนใจ 100% เป็นต้น ดังนั้นคนที่เหมาะกับวีธีนี้ได้แก่ คนที่อยากจะลองเริ่มต้นธุรกิจนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี โดยคุณสบายใจได้เลยว่าเดือนแรกที่คุณเริ่มดำเนินกิจการ คุณจะได้รับเงินจำนวนเท่าไหร่ที่แน่นอน ต่างกับการสร้างอพาร์ทเม้นท์ขึ้นมาใหม่ เพราะหลังสร้างเสร็จคุณต้องนั่งลุ้นว่าจะมีคนเข้าพักเต็มหรือไม่ และอีกนานเท่าไหร่จึงจะเต็ม อย่างไรก็ตามแม้ว่าการซื้ออพาร์ทเม้นท์จะลงทุนสูงกว่าการลงทุนสร้างอพาร์ทเม้นท์เองซักหน่อย แต่ต้องเข้าใจว่าคุณกำลังไปซื้อกิจการที่ประสพความสำเร็จอยู่, ซื้อความสามารถทางการแข่งขัน, ซื้อทำเลที่มีศักยภาพ A หรือ A- และซื้อลูกค้าทั้งหมดมา ดังนั้นผมคิดว่าถ้าด้วยราคาซื้อ อพาร์ทเม้นท์ที่ทำให้คุณได้รับผลตอบแทน 8%-10% ต่อปี ก็ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว วีธีคำนวณราคาซื้ออพาร์ทเม้นท์ มีอพาร์ทเม้นท์ขนาด 43 ห้องพัก บนเนื้อที่ 100 ตารางวา คนพักอาศัยเต็ม คิดค่าเช่าเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน รวมรายได้ต่อปีเท่ากับ 43x3,500x12 = 1,806,000 บาท ดังนั้นถ้าเราซื้อมาในราคา 20,000,000 บาท ถือว่าเราได้รับผลตอบแทน เท่ากับ 1,806,000/20,000,000 = 9.03% (ยังไม่รวมรายได้อื่น ๆ) ผมถือว่าการลงทุนนี้ค่อนข้างใช้ได้ทีเดียว แต่บางครั้งผมเจอคนมาเสนอขายอพาร์ทเม้นท์100 ห้องพัก 2 ตึก บนเนื้อที่ 300 ตร.วา คนพัก 70% ค่าเช่าเก็บห้องละ 2,000 บาท รวมรายได้ต่อปีเท่ากับ 100x2000x70%x12 = 1,680,000 บาท แต่ขายราคา 22,000,000 บาท ถือว่าเราได้รับผลตอบแทน เท่ากับ 7.63% การลงทุนนี้ผมถือว่ายังธรรมดาไม่ได้ดีมากนัก คนขายบอกว่า ผมจะได้ตึก 2 ตึก แถมมีที่ว่างเหลืออีกตั้งเยอะ ราคานี้ไม่แพงเลย แต่สำหรับผมแล้วถือว่าแพงเพราะที่ดินที่เหลือผมไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไร และค่าเช่าสองตึกนี้ก็ถูกมาก แสดงว่าทำเลยังไม่ดีนัก ทำให้ได้รับผลตอบแทนไม่เป็นที่น่าพอใจนัก 5. ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ถือว่าเป็นเสือนอนกินอย่างที่ใคร ๆ พูดกันนั้นจริงหรือไม่ สำหรับผมแล้วมันเป็นธุรกิจเสือนอนกินจริง ๆ แต่ไม่ว่าจะนอนกินยังไง คุณก็ต้องขยับปากเพื่อที่จะกินมันจริงไหม เหตุผล เพราะถ้าทำเลดี ลูกค้าจะวิ่งเข้ามาหาคุณเอง คุณก็รอรับเงินทุก ๆ ต้นเดือนได้เลย ไม่ต้องออกไปวิ่งหาลูกค้าเหมือนธุรกิจอื่น แต่ระหว่างเดือน คุณต้องบริหารงานภายในอาคารให้ดีด้วย ไม่เช่นนั้นลูกค้าจะหาว่าไม่ดูแลเอาใจใส่แล้วย้ายหนีไปที่อื่นได้ งานจิปาถะได้แก่ ทำความสะอาด(คุมแม่บ้าน), ดูแลความสงบเรียบร้อย คนเข้าออก, น้ำไม่ไหล-ไฟดับ ก็ตามช่าง, เคเบิ้ลเสีย-เน็ตเสีย ก็ตามช่าง เป็นต้น รวมถึงบริหารต้นทุนค่าน้ำ-ไฟ ให้ต่ำที่สุดด้วย (ยังไงเราก็ได้กำไรจาก ค่าน้ำ-ไฟ อยู่แล้ว แต่เราจะได้มากน้อยขึ้นกับการบริหารของเราเอง) และบางครั้งเราอาจจะเปิดร้านขายของชำเพื่อเพิ่มรายได้อีกก็ได้ แต่ก็ต้องบริหารงานเพิ่มนั่นเอง ดังนั้นผมขอเน้นว่าถ้าใครคิดว่าทำธุรกิจอพาร์ทเม้นท์แล้วไม่ต้องทำงาน นอนรอต้นเดือนแล้วรับเงินเหมือนฝากเงินกับธนาคาร ถือว่าคิดผิดอย่างมาก มันมีอะไรที่จุกจิกกว่านั้นเยอะ แต่มันก็เป็นธุรกิจที่ไม่ยากเย็นจนเกินไป เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มหัดทำธุรกิจ อยากลองวิชาที่ได้เรียนรู้มา ได้ลองบริหารต้นทุน บริหารลูกค้า 6. การลงทุนในธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ มีจุดดีที่เห็นได้ชัด คือ โดยส่วนใหญ่แล้วทั้งอาคารและที่ดินมักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ดังนั้นหากคุณนำเงิน 20 ล้านมาลงทุนธุรกิจอพาร์ทเม้นท์ปีนี้ (พ.ศ.2552) คุณน่าจะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลค่อนข้าง แน่นอน และ ผมเชื่อว่าในปี พ.ศ.2562 อาคารและที่ดินของคุณจะมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านบาท แต่ถ้าคุณฝากเงิน 20 ล้านบาทปีนี้ ผมเชื่อว่าในปี พ.ศ.2562 เงินฝาก 20 ล้านบาทของคุณจะมีมูลค่าที่น้อยลงเป็นผลมาจากเงินเฟ้อแน่นอน อย่างไรก็ตามคุณอาจจะต้องเหนื่อยกับการบริหารงานภายในอพาร์ทเม้นท์ของคุณ มากกว่านอนรอดอกเบี้ยจากธนาคารเฉย ๆ อย่างแน่นอนเช่นกัน ที่มา: https://www.trebs.ac.th/blog/ekhldlabkaarlngthun-phaarthemnth รือ ห้องรายเดือน การสร้างโรงแรม จะแตกต่างกัน. โรงแรมเป็นรายวัน. ลองศึกษาดูครับ —————-

By : สมพร ( อ่าน : 938 | ตอบ : 1 ) ( 2561-05-31 19:39:14 )




ความคิดเห็นที่ 1

3 กฎหมายต้องรู้เพิ่มโอกาสธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก ​​ ​ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางฮอตฮิตที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาเยือนสักครั้ง ประกอบกับเทรนด์นักท่องเที่ยวที่หันมาสนใจเข้าพักในโรงแรมเล็กๆ ประเภทบูทีคโฮเต็ลหรือโฮลเทลกันมากขึ้น จึงทำให้ผู้ประกอบการหลายท่านสนใจอยากเปลี่ยนบ้านหรือตึกเก่ามาเป็นโรงแรมเก๋ๆ ต้อนรับนักท่องเที่ยวกันบ้าง แต่ปัญหาก็คือ ผู้ประกอบการไม่รู้หรือไม่เข้าใจกฎหมาย เมื่อก่อสร้างผิดแบบก็จะมีปัญหาตามมา ดังนั้นจึงควรศึกษากฎกระทรวงฉบับใหม่ปี 2559 เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องเสียตั้งแต่แรก ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กมากขึ้น ผมมีเคล็ดลับดีๆ จากงานสัมมนากฎหมายและการจัดการสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก โดยคุณจิตติพันธ์ ศรีกสิกรณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เฮอริเทจ สเตย์ จำกัด ที่ได้มาอัปเดตสาระสำคัญของกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงให้ทราบ ดังนี้ 1. เรื่องที่จอดรถยนต์ จากเดิมกฎหมายกำหนดให้โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 30 ห้องขึ้นไปต้องมีที่จอดรถ ซึ่งเป็นปัญหาของโรงแรมขนาดเล็ก เนื่องจากมีพื้นที่ประกอบการน้อยอยู่แล้ว ยังต้องจัดสรรมาทำที่จอดรถอีก ทำให้ผู้ประกอบการบางรายทำผิดด้วยการไม่ทำที่จอดรถ ดังนั้นกฏหมายใหม่จึงได้มีการอนุโลมในเรื่องนี้ โดยหากมีพื้นที่ Lobby หรือพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ไม่เกิน 300 ตร.ม. หรือโรงแรมตั้งอยู่ในพื้นที่ตามสภาพธรรมชาติที่ไม่สามารถนำรถยนต์เข้าไปได้ ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างที่จอดรถ เช่น โรงแรมที่ต้องนั่งเรือเข้าไป ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างที่จอดรถ 2. เรื่องผังเมือง เดิมกฏหมายอนุญาตให้สร้างโรงแรมได้เฉพาะพื้นที่เขตพาณิชย์อย่างเช่น สีลม สุขุมวิท หรือย่านใจกลางเมือง ซึ่งที่ดินมีราคาแพงมาก ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กจึงแทบจะหมดสิทธิ์ไปทำธุรกิจในย่านนั้น และไม่อนุญาตให้สร้างหรือออกใบอนุญาตโรงแรมในพื้นที่อื่น ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ อย่างถนนข้าวสารหรือบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ จึงมีการแก้ไขกฎหมายกฏหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อื่นมากขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบผังเมืองใหม่ที่มีการอนุญาตให้ทำธุรกิจโรงแรมได้ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือ www.dpt.go.th นอกจากนี้อยากให้ผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อตึกเก่ามาปรับปรุงใหม่ต้องตรวจสอบทุกครั้งว่า ตึกที่สนใจจะซื้อนั้นเคยมีการฟ้องร้องเป็นคดีความหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอในท้องที่นั้นๆ ด้วยครับ 3. เรื่องกฎหมายควบคุมอาคารในเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะอาคารเก่าหรืออาคารที่ก่อสร้างมาก่อนแต่ไม่ได้ขอเป็นโรงแรม ตามกฎหมายใหม่ ได้มีการกำหนดเรื่องความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการเอง และของผู้เข้าพักในโรงแรม เช่น ทางหนีไฟภายในอาคารกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 0.80 ม. ผนังหรือประตูหนีไฟต้องทำจากวัสดุทนไฟได้เกิน 30 นาที มีถังดับเพลิงสำหรับพื้นที่ทุก 1,000 ตร.ม. ต้องทำประกันภัยบุคคลที่ 3 ถ้าเป็นโรงแรมที่มีห้องพักในชั้นเดียวกันไม่เกิน 20 ห้องจะต้องมีทางเดินกว้างไม่น้อยกว่า 1.20 ม. บันไดต้องกว้างไม่ต่ำกว่า 0.90 ม. มีที่ว่างไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งที่มากที่สุดของอาคาร เป็นต้น นี่จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กทั้งหน้าใหม่และเก่าที่อาจจะยังทำไม่ถูกกฎหมายให้เร่งแก้ไขปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องภายในปี พ.ศ.2564 เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายผ่อนปรนก่อนกฎหมายจริงจะบังคับใช้ แต่สำหรับอาคารที่ต้องมีการดัดแปลงได้แก่ มีการเพิ่มหรือลดพื้นที่อาคารเกิน 10% หรือมีการเพิ่มน้ำหนักอาคารเกิน 10% จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2562 นี้ ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องระลึกไว้เสมอว่า การทำให้ถูกกฎหมายนั้นจะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว
Somprn ( 2561-06-10 08:32:19 )